Animated Cool Shiny Blue Pointer

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ระบบสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความหมาย ระบบการโอนถ่ายข้อมูลหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างต้นทางหรือปลายทางโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร โมเด็ม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ดาวเทียม ควบคุมการส่งและการไหลของข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง

องค์ประกอบระบบสื่อสารข้อมูลสำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1.ข่าวสาร (Message) เป็นข้อมูลรูปแบบต่างๆ
2.ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล (Sender)
3.สื่อหรือตัวกลาง (Media) เป็นสื่อหรือช่องทาง ที่ใช้ในการนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง
4.ผู้รับหรืออุปกรณ์รับข้อมูล (Receiver)
5.กฎ ข้อตกลง ระเบียบวิธีการรับส่ง(protocol)

สื่อหรือตัวกลางของระบบสื่อสารข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์
1.สื่อหรือตัวกลางประเภทมีสาย
  1.1 สายคู่บิดเกลียว (twisted pair) มี 2 ชนิด คือ
   – สายคู่บิดเกลียวไม่มีฉนวนหุ้ม (Unshielded Twisted Pair : UTP)

   – สายคู่บิดเกลียวมีฉนวนหุ้ม (Shielded Twisted Pair : STP)

  1.2 สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เป็นสื่อกลางที่มีส่วนของสายส่งข้อมูลเป็นลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยพลาสติก ส่วนชั้นนอกหุ้มด้วยโลหะหรือฟอยล์ถักเป็นร่างแหเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน

  1.3 สายใยแก้วนำแสง (Fiber-optic cable) เป็นสื่อกลางที่ใช้ส่งข้อมูลในรูปแบบของแสง

2.สื่อหรือตัวกลางประเภทไร้สาย
  2.1 คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่มีความเร็วสูงส่งข้อมูลโดยอาศัยสัญญาณไมโครเวฟซึ่งเป็นสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมาะกับการส่งข้อมูลในพื้นที่ห่างไกลกันมากๆ หรือพื้นที่ทุรกันดาร
  2.2 ดาวเทียม (Satellite) ในการส่งสัญญาณดาวเทียมนั้น จะต้องมีสถานีภาคพื้นดินคอยทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณขึ้นไปบนดาวเทียม
  2.3 แอคเซสพอยต์ (Access Point)

ความหมายเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์จำนวนตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศ รวมถึงใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ร่วมกัน

ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1. การใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Resources Sharing) หมายถึง การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ร่วมกัน
2. การแชร์ไฟล์ เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกติดตั้งเป็นระบบเน็ตเวิร์กแล้ว การใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกันหรือการแลกเปลี่ยนไฟล์ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
3. สามารถบริหารจัดการทำงานคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องได้จากศูนย์กลาง (Centralized Management)
4. สามารถทำการสื่อสารกันในเครือข่าย (Communication) ได้หลายรูปแบบ
5. มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนเครือข่าย (Network Security)

ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network : LAN)
2. เครือข่ายเมือง (Metropolises Area Network :MAN)
3. เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network : WAN)

4. เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet)



รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย network topology
1.การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (bus network) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่ปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใด เครื่องหนึ่ง เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย การรับส่งสัญญาณบนสายสัญญาณต้องตรวจสอบสายสัญญาณ BUS ให้ว่างก่อน จึงจะสามารถส่งสัญญาณไปบนสาย BUS ได้
2. การเชื่อต่อเครือข่ายแบบวงแหวน (ring network) การเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่เครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
3. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว (Star network) เป็นการเชื่อมต่อสายสื่อสารจากคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องไปยังฮับ (hub) หรือ สวิตช์ (switch) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สลับสายกลางแบบจุดต่อจุดเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อ วงจรเชื่อมโยงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ติดต่อสื่อสารถึงกัน
4. เครือข่ายแบบ Hybrid เป็นการเชื่อมต่อที่ผสมผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกัน

อุปกรณ์เครือข่าย
1. ฮับ (hub) เป็นอุปกรณ์ที่ทวนและขยายสัญญาณเพื่อส่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่นให้ได้ระยะทางที่ยาวไกลขึ้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลก่อนและหลังการรับส่งและไม่มีการใช้ซอฟแวร์ใด ๆ มาเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ชนิดนี้ การติดตั้งทำได้ง่าย

2. โมเด็ม (modem) เป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาล็อก(Analog signal)ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล (Digital Signal)และในทางกลับกันก็แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอนาล็อก

3. การ์ด LAN (Network Interface Card – NIC) เป็นการ์ดสำหรับต่อเครื่องพีซีเข้ากับสาย LAN

4. สวิตช์ (Switching) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กระจายช่องทางการสื่อสารข้อมูลหลายช่องทางการสื่อสารข้อมูลหลายช่องทางในระบบเครือข่ายคล้ายHubแต่ต่างกันในเรื่องของกรทำงานและความเร็ว คือ แต่ละช่องสัญญาณ (port) จะใช้ความเร็วเป็นอิสระต่อกันตามมาตรฐานความเร็ว

5. เราท์เตอร์ (router) เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายหลายเครือข่ายที่มีขนาดต่างกันหรือใช้มาตรฐานการส่งผ่านข้อมูล (Transmission) ต่างกันสามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้

โปรโตคอล (Protocol)
โปรโตคอล คือ ข้อกำหนดหรือข้อตกลงที่ใช้ควบคุมการสื่อสารข้อมูล
ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลชนิดเดียวกัน
ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้เหมือนกับมนุษย์ที่ใช้ภาษาเดียวกัน
ในการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันนั่น
องค์กรที่เกี่ยวข้องได้กำหนดโปรโตคอลที่เรียกว่า
มาตรฐานการจัดการระบบการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างระบบเปิด
(Open System International :OSI)

ชนิดของโปรโตคอล
1.ทีซีพีหรือไอพี (TCP/IP)
2.เอฟทีพี (FTP)
3.เอชทีทีพี (HTTP)
4.เอสเอ็มทีพี (SMTP)
5.พีโอพีทรี (POP3)

การถ่ายโอนข้อมูล
1.การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน (Parallel transmission)
ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต
2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม (Serial transmission)

การถ่ายโอนข้อมูลแบบนุกรม
อาจจะแบ่งตามรูปแบบรับ-ส่ง ได้ 3 แบบคือ
1) สื่อสารทางเดียว (simplex) ข้อมูลส่งได้ทางเดียวเท่านั้น บางครั้งก็เรียกว่า การส่งทิศทางเดียว (unidirectional data bus) เช่น การส่งข้อมูลไปยังเครื่องพิมพ์ การกระจายเสียงของสถานีวิทยุ เป็นต้น

2) สื่อสารสองทางครึ่งอัตรา (half duplex) ข้อมูลสามารถส่งได้ทั้งสองสถานี แต่จะต้องผลัดกันส่งและผลัดกันรับ จะส่งและรับพร้อมกันไม่ได้ เช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจ เป็นต้น

3) สื่อสารสองทางเต็มอัตรา (full duplex) ทั้งสองสถานีสามารถรับและส่งได้ในเวลาเดียวกัน เช่น การสนทนาทางโทรศัพท์เป็นต้น

การสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ คือการคุยอย่างมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งนิยมใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะด้านความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ เช่น เกี่ยวกับบุคลิกภาพ การปรับตัว เจตคติ ความสนใจ รวมทั้งคุณลักษณะเกี่ยวกับการปฏิบัติในด้านวิธีการปฏิบัติ การใช้การสัมภาษณ์เพื่อวัดความสามารถในด้านความรู้ความคิดทางสติปัญญาก็สามารถใช้ได้ แต่ต้องระมัดระวังในกรณีที่ผู้ถูกสัมภาษณ์มีหลายคน และใช้คำถามคนละชนิดคนละเรื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการเปรียบเทียบคะแนน
ประเภทของการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมคำถามหรือแบบสัมภาษณ์ล่วงหน้าให้ครอบคลุมเนื้อหาหรือเรื่องราวที่ต้องการทราบจากผู้ถูกสัมภาษณ์
2. การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์เตรียมแต่ จุดมุ่งหมายไว้แล้วใช้วิธีการสนทนาซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยผู้สัมภาษณ์ต้องพยายามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์รู้สึกว่ามีบรรยากาศที่เป็นกันเอง และอาจมีการป้อนคำถามนำบ้าง

หลักเกณฑ์ในการสัมภาษณ์
1. ผู้สัมภาษณ์ต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าต้องการรู้สิ่งใดจากผู้ถูกสัมภาษณ์
2. ผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมคำถามหรือคำสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า
3. ผู้สัมภาษณ์ต้องสร้างความเป็นกันเองโดยการยิ้มแย้มแจ่มใสแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์
4. ผู้สัมภาษณ์ควรรู้เรื่องที่ตนเองจะสัมภาษณ์เป็นอย่างดีเพื่อช่วยในการสรุปผล และช่วยในการตั้งคำถามเสริมระหว่างที่สัมภาษณ์
5. ต้องมีการจดบันทึกผลการสัมภาษณ์อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์หวาดระแวง

ขั้นตอนของการสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์มีขั้นตอนในการดำเนินการ 3 ขั้น ดังนี้
1. ขั้นเริ่มสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ควรคำนึงถึงเทคนิคที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
   1.1 ผู้สัมภาษณ์จะต้องแนะนำตนเอง บอกจุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์ พร้อมทั้งพยายามชี้แนะให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เห็นว่าเขามีส่วนสำคัญมากในการที่จะทำให้งานเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างสมบูรณ์ และจะต้องชี้แจงแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์ด้วยว่า ข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นความลับ และถ้าจะบันทึกเทปต้องแจ้งแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์ให้ทราบก่อนด้วย
   1.2 พยายามสร้างบรรยากาศ และสัมพันธภาพที่ดีในการสัมภาษณ์ โดยใช้เวลาเล็กน้อยสนทนาเรื่องที่ผู้ถูกสัมภาษณ์สนใจทั่ว ๆ ไปก่อน เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มีความคุ้นเคย มีความรู้สึกเป็นมิตร และไว้วางใจผู้สัมภาษณ์
2. ขั้นสัมภาษณ์เนื้อหา ผู้สัมภาษณ์ควรคำนึงถึงเทคนิค ดังต่อไปนี้
   2.1 คำถามควรสั้นกะทัดรัด และปล่อยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พูดอย่างเสรีเพื่อที่เขาจะได้รู้สึกว่าเขามีอิสระที่จะพูดตามที่เขาคิด
   2.2 อย่าวิพากษ์วิจารณ์ หรือสั่งสอนผู้ให้สัมภาษณ์ เมื่อผู้ให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลหรือมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับที่สังคมยอมรับ
   2.3 อย่าใช้คำถามที่เป็นการชี้แนะคำตอบ
   2.4 ในระหว่างสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ไม่ควรจะเร่งรัด หรือคาดคั้นคำตอบจากผู้ให้สัมภาษณ์
   2.5 ในกรณีที่ผู้สัมภาษณ์ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนหรือเป็นที่พอใจ ถ้ายังไม่คุ้นเคยกันนักอาจจะผ่านไปก่อน เมื่อจบการสัมภาษณ์แล้วค่อยย้อนกลับมาถามใหม่ โดยกล่าวในเชิงทบทวนคำถาม หรือทบทวนคำตอบแบบสุภาพ
3. ขั้นยุติการสัมภาษณ์ ควรกล่าวคำขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการสัมภาษณ์
การจดบันทึกคำตอบในแบบสัมภาษณ์
การจดบันทึกคำตอบในการสัมภาษณ์ มีแนวปฏิบัติดังนี้
1. ต้องจดบันทึกทันทีหลังจากการสัมภาษณ์แล้ว เพื่อกันลืมหรือสับสน
2. รายละเอียดที่จะบันทึก ได้แก่ ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ ที่อยู่ วันที่สัมภาษณ์ ผลการสัมภาษณ์ ซึ่งประกอบด้วย เรื่องที่สัมภาษณ์ คำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ ความคิดเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีต่อปัญหา ข้อสังเกตที่ได้ในขณะสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหานั้น ๆ สรุปข้อเสนอแนะและสรุปผลการสัมภาษณ์
3. ควรบันทึกแต่เนื้อหาสาระเท่านั้น ไม่ควรใส่ความคิดเห็นของผู้สัมภาษณ์เพราะอาจก่อให้เกิดความเอนเอียงได้
4. ถ้าไม่ได้คำตอบในการสัมภาษณ์ในคำถามใดผู้สัมภาษณ์ควรจะบันทึกเหตุผลไว้ด้วย
การสัมภาษณ์ในการเรียนการสอน
ในการเรียนการสอนสามารถนำการสัมภาษณ์ไปใช้ได้ 4 ลักษณะ ดังนี้
1. ใช้ในการทดสอบ ในกรณีที่นักเรียนยังเขียนไม่เป็น ครูอาจนำข้อสอบมาถามให้นักเรียนตอบด้วยวาจา ก็ถือเป็นการสัมภาษณ์
2. ใช้ประกอบการสังเกต ถ้าครูใช้การสังเกตแล้วยังพบว่าได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนก็อาจจำเป็นต้องสัมภาษณ์เพิ่มเติม
3. ใช้แทนการสังเกต ในบางครั้งครูอาจไม่สามารถสังเกตนักเรียนได้ทั่วถึงทุกคน ก็อาจใช้วิธีการซักถามจากเพื่อนครูคนอื่น หรือบุคคลอื่นที่เชื่อถือได้ เพื่อนำข้อมูลมาตัดสิน
4. ใช้การสัมภาษณ์ซักถามนักเรียนโดยตรงเพื่อหาข้อเท็จจริง
การสัมภาษณ์ควรจะมีแบบบันทึกการสัมภาษณ์ด้วย เพื่อจะได้ทำให้เกิดความสะดวกในการบันทึก
การใช้การสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์มีลักษณะเหมือนการสอบปากเปล่า โดยใช้ประสาทสัมผัสเป็นสื่อ ซึ่งจะต้องระมัดระวัง ดังนี้
1. ผลของการสัมภาษณ์ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้สัมภาษณ์ วิธีการ และคำถามที่จะใช้ ผู้สัมภาษณ์จึงควรมีลักษณะดังนี้
   1.1 มีการเตรียมตัวให้พร้อม คำพูด ท่าทาง ต้องเหมาะสมถูกกาลเทศะ
   1.2 มีความคล่องแคล่วในการใช้คำถาม และการสรุปผล
   1.3 มีการกระตุ้นเตือนในการใช้คำถามยั่วยุให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบคำถาม แต่ไม่ใช้คำพูดแบบตีโวหารหรือเล่นสำนวน
   1.4 พยายามถามเรื่องที่ผู้ถูกสัมภาษณ์อยากตอบ และไม่ถามเชิงแนะคำตอบ
2. ผู้ถูกสัมภาษณ์จะให้ข้อเท็จจริงและรายละเอียดมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความร่วมมือเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้สัมภาษณ์ควรปฏิบัติต่อผู้ถูกสัมภาษณ์ ดังนี้
   2.1 สร้างความเป็นกันเองเพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัด มีอิสระในการตอบ
   2.2 ให้ความสนใจ และความจริงใจ
   2.3 ไม่ควรถามในเรื่องที่ทำให้เสียศักดิ์ศรีหรือเป็นจุดบกพร่องที่รุนแรงของผู้ถูกสัมภาษณ์
3. ควรมีการติดต่อนัดหมายและแจ้งวัตถุประสงค์ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ทราบล่วงหน้า
4. พยายามอย่าให้มีอคติทางอารมณ์เกิดขึ้นกับผู้สัมภาษณ์หรือผู้ถูกสัมภาษณ์
5. ไม่ควรใช้เวลาสัมภาษณ์ติดต่อกันนานเกินไป
ข้อดีของการสัมภาษณ์
1. ใช้ได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย แม้ผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก หรือเขียนไม่ได้ก็สามารถให้ ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ได้
2. การสัมภาษณ์เป็นการสร้างความเป็นกันเองกับผู้สัมภาษณ์โดยตรง
3. ผู้ถูกสัมภาษณ์สามารถซักถามคำถามให้เข้าใจก่อนที่จะตอบได้
4. ข้อมูลที่ได้มีความเชื่อถือได้มากกว่าแบบสอบถาม
5. ผู้ถูกสัมภาษณ์มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและซักถามเมื่อไม่เข้าใจได้
6. ผู้สัมภาษณ์สามารถอ่านความรู้สึกนึกคิดของผู้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องต่าง ๆ ได้
ข้อเสียของการสัมภาษณ์
1. ข้อมูลที่ได้ขึ้นอยู่กับผู้สัมภาษณ์โดยตรงได้แก่คุณสมบัติของผู้สัมภาษณ์ เช่น บุคลิกภาพ มนุษยสัมพันธ์ ไหวพริบ การตัดสินใจ เป็นต้น
2. อารมณ์ของผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ มีผลต่อความเที่ยงตรงของข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์
3. การสัมภาษณ์ต้องใช้เวลามากเพราะต้องสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล
4. ข้อมูลที่ได้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพอากาศ แสง เสียงรบกวน เป็นต้น


ข้อถกเถียงทั่วไปเรื่องเพศที่สาม

ทำไมถึงควรมีกฎหมายการสมรสระหว่างคนรักร่วมเพศ
ประเทศ ไทยต้องให้สิทธิเสรีภาพที่เสมอภาคแก่คนทุกๆเพศ ไม่ใช่เฉพาะเพศชายและหญิงเท่านั้น คนทุกเพศเป็นมนุษย์เหมือนกัน รัฐบาลไทยจึงมีหน้าที่ทำให้สังคมยอมรับสถานภาพของเพศที่สามที่ปัจจุบันถูกกด ขี่ด้วยอคติ โดยการแก้กฎหมายให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะปลูกฝังอคตินี้ให้คงอยู่ต่อไป ทว่าพยายามจะปรับปรุงแก้ไขอย่างที่ดีที่สุด

เรื่องเพศในสังคมของเรา ปัจจุบันสถานะระหว่างชายหญิงแม้จะยังไม่เท่าเทียมในทุกๆด้านอย่างแท้จริง ก็ยังนับว่ามีการพัฒนาที่น่าพอใจ สังคมเราให้สิทธิเสรีภาพกับผู้หญิงแล้ว ทำไมเราถึงจะยังกีดกันเพศอื่นๆอยู่ได้? เราจะอยู่อย่างหน้าชื่นตาบานได้อย่างไรถ้าเรากำลังกดขี่คนอื่นอยู่ทุกวินาที ?

คนเพศที่สามเองก็ต้องพร้อมใจกันลุกขึ้นมา อย่ายอมให้คุณถูกมองว่าผิดปกติ น่าอับอาย หรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนอื่นๆ เพราะความจริงคุณไม่ได้เป็นเช่นนั้น คุณมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตคู่กับคนที่คุณรักอย่างเปิดเผยและภาคภูมิ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประชาชนไทย โดยเป็นในสิ่งที่คุณเป็น กฎหมายที่ไม่รับรองการสมรสของคนที่สามแสดงให้เห็นว่า "ประเทศนี้ไม่ยอมรับเพศที่สาม" ไม่ว่าเพศที่สามบางคนอาจจะพอใจจุดที่ตัวเองอยู่ ไม่ได้อยากแต่งงานก็ตาม ดังนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องการแต่งงานแต่เป็นเรื่องการยอมรับของสังคมต่อสถานะของเพศที่สาม

ข้อถกเถียงทั่วไปเรื่องเพศที่สาม
1. เชื่อกันว่า เพศที่สามเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ วิปริต

- คนที่กำหนด "ธรรมชาติ" ว่าต้องมีสองเพศ คือเพศชายหญิงซึ่งเป็นกระแสหลัก
ความ จริงแล้วทุกๆแห่งในโลก ทุกยุคทุกสมัย มีเพศที่สาม ดังนั้นหากไม่ใช่เรื่องธรรมชาติแล้วเพศที่สามจะเกิดขึ้นมาจากไหน เรื่องนี้ไม่ใช่กระแสที่มาชั่วครั้งชั่วคราวเฉพาะที่เฉพาะยุค แต่มีอยู่ตลอดมา บางยุคสมัยในบางสังคมเพศที่สามก็เป็นกระแสหลักด้วยซ้ำ ดังนั้นความคิดที่ว่าเพศที่สามเป็นเรื่องวิปริตผิดธรรมชาติจึงไม่ใช่สัจธรรม แต่เป็นแค่แนวคิดที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้

- หากนิยามว่าเพศที่สามวิปริต เพราะชายหญิงมีอวัยวะเพศที่สร้างมาให้คู่กัน เพื่อให้มนุษย์ผลิตทายาทสืบเผ่าพันธุ์ได้ตามสัญชาตญาณธรรมชาติ ก็จะแสดงว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่ไม่มีจุดประสงค์เพื่อมีลูก เช่น สวมถุงยางอนามัย คู่รักที่ทำหมัน หรือเพศสัมพันธ์เพื่อสร้างสัมพันธ์ทางใจระหว่างคู่รัก จะถือว่าวิปริตทั้งหมดด้วย ในทางกลับกัน หากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อมีลูกก็ยังนับว่า "ปกติ" อยู่ เราจะใส่ร้ายว่าเพศสัมพันธ์ของเพศที่สามวิปริตไม่ได้ เพราะเพศสัมพันธ์ของเพศที่สามก็เป็นไปด้วยความรัก(โดยไม่ได้คิดแต่จะผลิต ทายาท)ได้เหมือนคู่รักชายหญิง

2. เชื่อกันว่า เพศที่สามเป็นเรื่องผิดศีลธรรม
- คนทุกเพศสามารถเป็นคนดีและคนชั่ว ไม่ใช่ว่าเป็นชายหญิงแล้วจะมีศีลธรรมขึ้นมา เพศที่สามที่เป็นคนดีก็ไม่ได้ก่อความเสียหายกับสังคม มีคนเพศที่สามมากมายที่สร้างประโยชน์ให้กับโลก เราจะบอกว่าใครเป็นคนดีแค่เพราะเรื่องเพศได้อย่างไร? หากคนในสังคมชายหญิงสามารถอยู่ได้อย่างหน้าชื่นตาบานว่าตัวเองป็นคนดี ทั้งที่ป้ายสีเพศที่สามให้เป็นคนชั่วอย่างไม่มีเหตุผลแล้วละก็ คงเป็นสังคมชายหญิงเองต่างหากที่ไร้มนุษยธรรม

- หากประเทศไทยยังคงยึดถือศาสนาพุทธเป็นหลักอยู่ ก็จะพบว่าศาสนาพุทธไม่ได้มีเรื่องกีดกันหรือกดขี่คนเพศที่สาม เราไม่มีพระเจ้าสร้างโลกสร้างคนมาสองเพศ เราไม่เคยแขวนคอเกย์ หรือจับทอมดี้เข้าคุก การเป็นเพศที่สามไม่ใช่ความผิด ยิ่งไปกว่านั้น ศาสนาพุทธยังเน้นคุณค่าเรื่องสติปัญญา การใช้เหตุผล และเมตตาธรรม ดังนั้นคุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่สภาพร่างกาย เพศ อายุ สัญชาติ หรือรสนิยมใดๆ ชาวพุทธที่แท้จะไม่ใจแคบหรือมีอคติต่อเพื่อนมนุษย์คนใดด้วยเรื่องเพศอย่าง แน่นอน พระที่สอนให้คนดูถูกกันแค่เพราะเรื่องเพศ สอนให้พ่อแม่ทุบตีไล่ลูกออกจากบ้านเพราะเรื่องเพศ หรือสอนให้คนสามารถทำเรื่องโหดร้ายอื่นๆเพราะเรื่องเพศ คนพวกนี้ไม่ควรนับเป็นพระ

3. เชื่อกันว่า เพศที่สามเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเด็ก จะทำให้เด็กชายหญิงกลายเป็นเพศที่สาม
- อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเพศที่สามไม่ได้เป็นกระแส แต่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ เหมือนกับรสนิยมทางเพศของชายหญิง ถ้าสมมติว่าคุณเป็นผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย จู่ๆจะมีเพื่อนเลสเบี้ยนมาชวนให้คุณเป็นเลสเบี้ยนตามได้หรือไม่ แน่นอนว่าคุณทำไม่ได้หากคุณชอบผู้ชายจริงๆ ทำนองเดียวกัน เราก็ไม่อาจบังคับให้เพศที่สามเปลี่ยนรสนิยมได้ ดังนั้นไม่ว่าเด็กจะเป็นเพศอะไร เขาก็เป็นเพศนั้นอยู่ตั้งแต่แรก ไม่ใช่จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เรื่อยๆเพราะคนอื่น หรือหากใครอยากจะเปลี่ยนรสนิยมทางเพศขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นสิทธิ์ที่กระทำได้

- การบังคับให้เพศที่สามแกล้งทำเป็นชายจริงหญิงแท้ กลับสร้างรอยร้าวอื่นๆมากมาย เช่นสามีภรรยาที่แต่งงานกันแต่ที่จริงไม่ได้มีความเสน่หากันและกันอยู่เลย ส่งผลกระทบต่อถึงลูกๆและญาติของทั้งสองฝ่าย จะมีประโยชน์อะไรที่สังคมเราบังคับให้คนต้องปกปิดหลอกลวงกัน? สังคมที่ไม่จริงใจนั้นไม่ใช่สังคมที่เราอยากจะอยู่

- การที่สังคมยอมรับเพศที่สามในระบบการสมรส กลับจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กเปิดตาเห็นความจริงของโลกว่าไม่ได้มีคนแค่ สองเพศ และไม่ใช่ความผิดบาปอะไรที่จะไม่เป็นชายหญิง ทำให้ยุคต่อไปของสังคมเราจะลดอคติเรื่องเพศและเรื่องอื่นๆได้ดีกว่าที่เป็น อยู่นี้ ต่อไปจะไม่ต้องมีเด็กโดนตัดพ่อตัดลูกเพราะเป็นเกย์ ไม่ต้องมีเด็กโดนเพื่อนล้อเลียนเป็นตัวประหลาดเหมือนเขาไม่ใช่มนุษย์ เรากำลังทำเพื่อเด็กทุกคนและผู้ใหญ่ทุกคนในภายหน้า

4. เพศที่สามในไทยก็มีสิทธิเสรีภาพเพียงพออยู่แล้ว ถ้าเทียบบางประเทศในโลก
- ถ้าเทียบกับหลายประเทศในโลก เพศที่สามในไทยก็มีสิทธิ์ด้อยกว่าเช่นกัน

- สิทธิเสรีภาพไม่มีทาง "เพียงพอ" หากเพศที่สามไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างมนุษย์คนอื่นๆในสังคม เพศที่สามไม่ใช่ขอทานที่จะต้องยอมพอใจกับเสรีภาพเล็กๆน้อยๆที่สังคมโยนให้ ในเมื่อเขาเป็นประชาชนไทยเหมือนกัน เขาต้องได้เท่ากับที่ชายหญิงได้ถึงจะยุติธรรม และการทำให้การสมรสระหว่างคนเพศที่สามถูกกฎหมาย เป็นก้าวใหญ่ก้าวหนึ่งที่จะทำให้ความไม่เท่าเทียมอื่นๆทางความคิดค่อยๆลดลง ในอนาคต ถ้าเพศที่สามคนใดต้องการแต่งงาน รัฐบาลต้องรับรองยอมรับคุณ เพราะนี่เป็นประเทศของคุณ ไม่ใช่แค่ประเทศของชายหญิง

ประเทศที่คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงาน

ประเทศที่คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมาย มี 19 ประเทศ ได้แก่
Argentina - อาร์เจนตินา
Belgium - เบลเยียม
Brazil - บราซิล
Canada  - แคนนาดา 
Denmark - เดนมาร์ก
England  - อังกฤษ
France - ฝรั่งเศษ
Iceland - ไอซ์แลนด์
Mexico - แมกซิโก
Netherlands - เนเธอร์แลนด์
New Zealand - นิวซีแลนด์
Norway  - นอร์เวย์
South Africa - แอฟริกาใต้
Portugal - โปรตุเกส
Spain - สเปน
Sweden  - สวีเดน
United State - สหรัฐอเมริกา
Uruguay - อุรุกวัย
Wales - เวลส์
ส่วนประเทศไทยก็กำลังดันกฎหมายคู่ชีวิต ซึ่งถ้าสำเร็จก็จะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่คู่รักเพศเดียวกันจะได้จดทะเบียน กันอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ต้องดูกันอีกทีเพราะเพื่อนบ้านของเราอย่างเวียดนามก็มีการดันเรื่องนี้ เหมือนกัน สุดท้ายแล้วจะได้เป็นผู้นำของเอเชียหรือไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไป

แต่ยังไงก็ตามยังมีอีกหลายสิบประเทศ ที่มีกฏหมายการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ
ส่งผลให้เพศที่ 3(ที่แปลงเพศ) มีสิทธิแต่งงานจดทะเบียนแบบถูกกฎหมายอย่างชายหญิงไปโดยปริยาย

ประเทศในเอเชียตะวันออกและ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการรองรับการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้แก่ จีน(+ฮ่องกง+มาเก๊า)
ไต้หวัน  ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  สิงคโปร์  อินโดนีเซีย

เรื่องนี้สำหรับประเทศไทย หลายคนยังกังวลอยู่มาก ด้วยอาจเพราะ กระเทยไทยสวยไม่แพ้ชาติใดในโลกหนุ่มๆก็เลยกังวลว่าถ้าหากเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อด้วย คงดูไม่ออกกันเลยทีเดียว เพราะบางคนผู้หญิงแท้ๆเห็นยังยอมแพ้555

ส่วนอีกหนึ่งประเทศผู้นำแห่งเอเชียตะวันตกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย  รักร่วมเพศยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยมีโทษคือ ติดคุก 2-20 ปี หรือลงโทษโดยการเฆี่ยนตี

วิธีใช้ Google form สร้างแบบสอบถามออนไลน์

เริ่มสร้างฟอร์ม
โดยเข้าไปที่ลิงค์นี้ https://docs.google.com/spreadsheets/u/0/ แล้วล็อกอินบัญชีของ Google จะพบหน้านี้


ให้คลิกเครื่องหมายบวกที่มุมขวาล่างตามรูปเพื่อสร้างชีตใหม่ จะแสดงดังภาพด้านล่าง


คลิกที่แท็บ แทรก >> ฟอร์ม
   
จะปรากฎหน้าสำหรับสร้างคำถาม โดย default แล้วเราจะอยู่ในหน้าแก้ไขคำถาม แต่เราสามารถเปลี่ยนไปหน้าเปลี่ยนธีม ดูการตอบกลับ หรือดูฟอร์มออนไลน์ได้ที่ปุ่มด้านบน ในส่วนการตั้งค่าฟอร์ม สามารถตั้งค่าให้แสดงแถบความคืบหน้า กำหนดให้แต่ละคนตอบได้ครั้งเดียว และสลับลำดับคำถามได้


มาดูตัวอย่างการสร้างแบบสอบถามและคำอธิบายส่วนต่างๆกันค่ะ


ในส่วนของประเภทคำถามนั้นคือรูปแบบของคำตอบ เช่น ให้ตอบเป็นข้อความ ให้เลือกเพียงตัวเลือกเดียว หลายตัวเลือกหรือตอบเป็นวันที่และเวลา เราสามารถเลือกสร้างได้หลายแบบ ดังภาพด้านล่างนี้


ตัวอย่างคำถาม ในรูปแบบช่องทำเครื่องหมาย(เลือกได้มากกว่า 1 คำตอบหรือ checkbox นั่นเอง)


ต่อมาในส่วนของหน้าเว็บยืนยัน คือส่วนที่เราตั้งค่าเมื่อผู้ทำแบบสอบถามได้ทำแบบสอบถามเสร็จแล้วว่าต้องการ ให้ปรากฎข้อความใด สามารถตั้งค่าให้แสดงลิงก์ส่งการตอบกลับ แสดงลิงก์ไปผลลัพธ์ หรืออนุญาตให้ผู้ทำแบบสอบถามแก้ไขคำตอบได้หรือไม่ เมื่อเสร็จเรียบร้อยให้คลิกที่ปุ่ม ส่งฟอร์ม ได้เลย


จะแสดงลิงก์แบบสอบถามของเราขึ้นมา สามารถแชร์ลิงก์ผ่าน Google+,Facebook และ Twitter ได้ นอกจากนี้ยังส่งแบบสอบถามทางอีเมลได้อีกด้วย
นี่คือหน้าตัวอย่างแบบสอบถามที่ทำเสร็จแล้ว
เท่านี้ก็สามารถสร้างแบบสอบถามเป็นของตัวเองได้แล้ว สามารถทำได้ไม่ยากเลย แถมยังไม่ต้องใช้เวลานานอีกด้วย